เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ นาวาอากาศเอก วิทวัส ครองธานินทร์ ผู้บังคับการกองบิน ๒๓ พร้อมด้วย รองผู้บังคับการกองบิน ๒๓ นำนักบินในสังกัดฝูงบิน ๒๓๑ กองบิน ๒๓ ร่วมวางพวงมาลา เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของ นาวาอากาศตรี ศานิต นวลมณี วีรบุรุษของกองทัพอากาศไทย ณ อนุสาวรีย์ นาวาอากาศตรี ศานิต นวลมณี พิพิธภัณฑ์กองบิน ๒๓ กองบิน ๒๓ จังหวัดอุดรธานี
นาวาอากาศตรี ศานิต นวลมณี เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๑ เป็นชาวจังหวัดอุดรธานี จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนการบิน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๑ ในรุ่น น.๗-๘๑-๑ บรรจุเป็นนักบินประจำกอง ของกองทัพอากาศไทย ได้รับหมายเลขประจำตัวนักบิน คือ ๖๒๑ และได้รับพระราชทานยศ “เรืออากาศตรี”
ในปี พ.ศ.๒๔๘๓ เรืออากาศตรี ศานิต นวลมณี บรรจุเข้าประจำการ ในตำแหน่ง "ผู้บังคับหมวดบินที่ ๑ กองบินน้อยผสมอุดรธานี" ณ สนามบินหนองขอนกว้าง จังหวัดอุดรธานี
ต่อมาเมื่อกองทัพอากาศมีการจัดตั้ง “กองทัพอากาศสนาม” จึงกำหนดให้หน่วยที่สนามบินหนองขอนกว้าง มีชื่อว่า “กองบินน้อยผสมที่ ๓๕ อุดร”
วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๓ เกิดการยุทธเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เรืออากาศตรี ศานิต นวลมณี ได้นำเครื่องบินแบบ ๒๓ (ปัจจุบันมีชื่อว่า "เครื่องบินโจมตีแบบที่ ๑" Vought V.93S Corsair เป็นรุ่นที่สร้างมาเฉพาะกองทัพอากาศไทย จำนวน ๑๒ เครื่อง นอกจากนี้กองทัพอากาศไทยยังมีการจัดสร้างเองภายใต้สิทธิบัตรภายในประเทศอีก ๖๐ เครื่อง) มี จ่าอากาโท ประยูร สุกุมลจันทร์ นักบินอีกท่านทำหน้าที่พลปืนหลัง ขึ้นสกัดกั้นเครื่องบินของฝรั่งเศสที่บินล้ำน่านฟ้าเขตแดนไทยเข้ามาทางทิศใต้ของ จังหวัดนครพนม จึงเกิดการรบแบบ ๑ ต่อ ๕ สามารถยิงเครื่องบินขับไล่ของฝรั่งเศสตกได้ ๑ ลำ ในครั้งนั้น เรืออากาศตรี ศานิต นวลมณี ได้รับพระราชทานยศเป็น “เรืออากาศโท”
วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๓ เรืออากาศโท ศานิต นวลมณี พร้อมด้วย จ่าอากาศเอก เฉลิม ดำสัมฤทธิ์ นักบินที่ ๒ ทำหน้าที่พลปืนหลัง นำเครื่องบินแบบ ๒๓ ขึ้นบินจากฐานบินอุดรธานี ไปโจมตีที่ตั้งทางทหารของฝรั่งเศสรอบนครหลวงเวียงจันทน์ (ปัจจุบันคือ เมืองหลวงของ สปป.ลาว) ฐานที่มั่นข้าศึกเสียหายยับเยิน แต่เครื่องบินของท่านถูกปืนต่อสู้อากาศยานยิง ทำให้ปลายปีกเครื่องบินด้านซ้ายขาด แต่ก็ยังสามารถประคองเครื่องกลับมาถึงฐานบินอย่างได้สำเร็จและปลอดภัย
วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๓ เครื่องบินฝรั่งเศสได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดที่จังหวัดอุดรธานี เป็นเหตุให้พี่น้องประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินจำนวนมาก ขึ้นจากสนามบินอุดร ไปทิ้งระเบิดที่ตั้งทางทหารที่นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นการตอบโต้ ในการปฏิบัติการครั้งนี้ เรืออากาศโท ศานิต นวลมณี เป็นนักบิน และ จ่าอากาศเอก เฉลิม ดำสัมฤทธิ์ นักบินผู้ทำหน้าที่พลปืนหลัง ได้ทำการโจมตีกองกำลังฝ่ายข้าศึก และถูกปืนต่อสู้อากาศยานของข้าศึกยิงถูก จ่าอากาศเอก เฉลิมฯ ที่ทำหน้าที่พลปืนหลังเสียชีวิตในที่นั่งหลัง เครื่องบินถูกยิงไฟไหม้ ปีกและถังน้ำมัน นักบินได้รับบาดเจ็บไฟไหม้ร่างกาย โดยได้โดดร่มลงที่บ้านพรานพร้าว อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
เรืออากาศโท ศานิตฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องส่งเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลทหารในกรุงเทพฯ วีรกรรมอันห้าวหาญครั้งนั้น ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็น “เรืออากาศเอก” แต่แล้ว ในวันที่ ๒๓ ธันวาคมปีเดียวกัน เรืออากาศเอก ศานิตฯ ก็ได้ถึงแก่กรรม ยังความเศร้าใจให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศเป็นอันมาก ต่างกล่าวสรรเสริญถึงวีรกรรมอันห้าวหาญของ เรืออากาศเอก ศานิต นวลมณี และ จ่าอากาศเอก เฉลิม ดำสัมฤทธิ์ ไม่รู้ลืม
นักบินทั้งสองได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญและพระราชทานยศเป็น นาวาอากาศตรี ศานิต ฯ และ เรืออากาศตรีเฉลิม ฯ
ชื่อของ นาวาอากาศตรี ศานิต ฯ ได้รับการยกย่อง โดย“ ฝูงบินอุดร ” ที่ท่านทั้งสองปฏิบัติหน้าที่นั้น ได้รับการยกย่องให้ใช้ชื่อว่า “ฝูงบินศานิต” เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของท่าน และนับเป็นฝูงบินแรกของกองทัพอากาศไทย ที่ได้รับการประดับสายยงยศไหมสีเขียวประดับฝูงบิน
ศาลเพียงตาของ นาวาอากาศตรี ศานิต นวลมณี ที่จังหวัดหนองคาย ไม่ทราบแน่ชัดว่า สร้างเมื่อใด แต่คาดคะเนว่า สร้างขึ้นในช่วงกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส (๒๔๘๔) ภายหลังจากที่ นาวาอากาศตรี ศานิต ฯ เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเคยเป็นสนามบินหนองคาย ที่อยู่ในความดูแลของกองทัพอากาศ และเคยใช้วางกำลังทางอากาศ ในช่วงกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส พ.ศ.๒๔๘๓ ~ ๒๔๘๔ ศาลแห่งนี้ เป็นศาลไม้เล็กๆ ที่สร้างขึ้นโดยพี่น้องประชาชนชาวหนองคาย ที่ร่วมใจกันสร้างขึ้นที่สนามบินหนองคายเพื่อเชิดชูและระลึกถึงคุณงามความดีและความเสียสละ ของ นาวาอากาศตรี ศานิต ซึ่งเครื่องบินของท่าน ตกที่จังหวัดหนองคาย (แม้ว่า จะมีวีรกรรมที่คล้ายคลึงกันนี้ คือวีรกรรมเหนือน่านฟ้านครลำปาง ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งมีนักบินของกองทัพอากาศเสียชีวิตจากเครื่องบินถูกเครื่องบินอเมริกันยิงตก แต่ก็ไม่ปรากฏการสร้าง ศาลเพียงตา หรืออนุสาวรีย์ ที่สนามบินลำปาง แต่อย่างไร แต่ทางราชการได้มีการจัดสร้าง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และได้จารึกชื่อวีรบุรุษทุกคนไว้ ณ ที่แห่งนี้)
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๑ เมื่อมีการยกเลิกสนามบินหนองคาย ตั้งเป็นศูนย์ราชการหนองคาย ศาลแห่งนี้ ซึ่งเดิมเป็นเพียงศาลไม้เล็กๆ ได้รับการสร้างเสาและหลังคาคลุมศาลไม้เดิมที่ผุพัง ตามกาลเวลา และยังคงตั้งอยู่ ณ ที่เดิม เรียกชื่อว่า “ศาล น.ต.ศานิต นวลมณี (เหยี่ยวเวหา) และอดีตชน ณ สนามบินเก่าเมืองหนองคาย”
เนื่องจาก ศาลดังกล่าว ตั้งอยู่ในศูนย์ราชการ และในราวๆ ปี พ.ศ.๒๕๕๔ ครอบครัว ญาติพี่น้องของท่าน นาวาอากาศตรี ศานิตฯ มาพบว่า มีการสร้างศาลของท่านอยู่ที่หนองคาย ซึ่งเป็นสนามบินเก่า แห่งนี้ จึงได้ ร่วมกัน กับกองบิน ๒๓ บูรณะปรับปรุงให้เป็น ศาลก่ออิฐถือปูน มีความแข็งแรง และยังมีการจัดสร้างรูปปั้น นาวาอากาศตรี ศานิต ขนาดครึ่งตัวในชุดนักบิน มาตั้ง ณ ศาลแห่งนี้ และเปลี่ยนชื่อเป็น ”อนุสรณ์สถาน น.ต. ศานิต นวลมณี วีรบุรุษกองทัพอากาศไทย “
ในปี พ.ศ.๒๕๖๕ จังหวัดหนองคาย มีแผนจะใช้พื้นที่ดังกล่าวในการสร้าง อาคารที่พักของ กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดหนองคาย จึงขอให้กองทัพอากาศ พิจารณาย้ายศาลแห่งนี้ แต่ต่อมาได้ยกเลิกการจัดสร้างอาคารที่พักดังกล่าว และยังคงศาลแห่งนี้ไว้ ที่เดิม
ศาลเพียงตา แห่งนี้ เป็นเพียงศาลเดียวของ นาวาอากาศตรี ศานิต นวลมณี ในประเทศไทย ที่มีการจัดสร้างขึ้นโดยพี่น้องประชาชนที่รักและระลึกถึงท่าน มักจะมีคนไปกราบไหว้ขอพร โดยเฉพาะในเรื่องการทำงาน รับราชการ สังเกตุได้จาก มีของเล่นและโมเดลเครื่องบินจำนวนมาก วางอยู่รอบๆ ศาล สำหรับศาลแห่งนี้ เคยได้รับความเสียหายจากพายุฝนและกิ้งไม้หักทับ นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายในขณะนี้น (ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี) ได้สั่งการให้บูรณะปรับปรุง ให้อยู่ในสภาพที่สวยงาม เหมาะสม เป็นเกียรติแก่วีรบุรุษ ผู้สละชีวิตเพื่อประเทศชาติ
กองทัพอากาศ เคยมีแผนจะปรับปรุงศาลแห่งนี้และสร้างเป็นอนุสาวรีย์นักบิน เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของท่าน นาวาอากาศตรี ศานิต นวลมณี และ เรืออากาศตรี เฉลิม ดำสัมฤทธ้์ นักบินที่ทำหน้าที่พลปืนหลังที่เสียชีวิตในการรบทางอากาศคราวนั้น แต่พิจารณาแล้ว เนื่องจากว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ของกองทัพอากาศ และเกรงว่าในอนาคต หากสร้างขึ้นมีขนาดใหญ่ ทางศูนย์ราชการจังหวัดหนองคาย หากมีความจำเป็นที่จะใช้พื้นที่ในการทำประโยชน์ต่างๆ จะไม่เหมาะสม
ดังนั้นในสมัย พลอากาศเอก นภาเดช ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ซึ่งให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และเรื่องราวของการเชิดชูวีรกรรมทางอากาศ รวมถึงสหายร่วมรบวีรบุรุษของชาวฟ้า ทั้งหลายในทุกสมรภูมิ จึงได้พิจารณาให้กรมสารบรรณทหารอากาศ โดยกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร และกองบิน ๒๓ จังหวัดอุดรธานี ดำเนินการจัดสร้าง รูปหล่อ นาวาอากาศตรี ศานิต นวลมณี ในชุดนักบินพร้อมรบ และพิจารณาจัดตั้งเป็นอนุสาวรีย์ ขึ้นที่กองบิน ๒๓ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ สนามบินหนองขอนกว้าง เดิม และเป็นที่ตั้งของ ”ฝูงบินอุดร“ ที่ได้รับการยกย่องให้ใช้ชื่อว่า ”ฝูงบินศานิต“ และเป็นฝูงบินแรกที่ได้รับการประดับสายยงยศไหมสีเขียวประดับฝูงบิน เป็นฝูงแรกของกองทัพอากาศไทย เพื่อจะได้ระลึกและเชิดชูวีรกรรมของวีรบุรุษทหารอากาศ
ปัจจุบัน รูปหล่อ ของ นาวาอากาศตรี ศานิต ฯ ขนาดสูง ๓ เมตร มือชี้ไปทาง ”นครหลวงเวียงจันทน์“ ซึ่งเป็นที่ตั้งกำลังข้าศึก ในขณะนั้น ได้ตั้งอยู่ภายใน ”พิพิธภัณฑ์กองบิน ๒๓“ ตั้งแต่ ๒๕๖๖ พร้อมจัดแสดงเรื่องราววีรกรรมประวัติศาสตร์ต่างๆ ในกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส มีผู้คนจำนวนมาก เข้าเยี่ยมชมและร่วม้เชิดชูในวีรกรรมของท่าน โดยเฉพาะ เด็กๆ เยาวชนตัวน้อยๆ ที่จะเป็นกำลังของชาติในอนาคต ได้รับรู้เรื่องวีนรกรรมความเสียสละของทหารอากาศ
อนุสาวรีย์ นาวาอากาศตรี ศานิต นวลมณี นับเป็นอนุสาวรีย์แห่งเดียวในกองทัพอากาศไทย และเป็น อนุสาวรีย์ของกองทัพอากาศ แห่งที่สี่ ต่อจาก อนุสวรีย์ทหารอากาศ ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ อนุสวรีย์วีรกรรม ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ณ กองบิน ๕ และ อนุสาวรีย์วีรกรรมนักบินวัฒนานคร ณ กองบิน ๓
อนึ่ง กองบิน ๒๓ ได้ถูกสถาปนาขึ้น จาก ”ฝูงบินผสมที่ ๒๓“ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๐ เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความเสียสละและจงรักภักดีต่อประเทศชาติ ของ นาวาอากาศตรี ศานิต นวลมณี ซึ่งทำการบินกับเครื่องบินแบบ ๒๓ เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๓ (ธันวาคม ๒๔๘๓) ในขณะมีอายุ ๒๓ ปี ในอดีต ”ฝูงบินอุดร“ เคยใช้ชื่อว่า ”ฝูงบินศานิต“ การจะยังคงใช้ชื่อ “กองบินศานิต” เดิมคงกระทำไม่ได้ จึงได้ใช้เลข ๒๓ เพื่อแสดงเป็นเชิงสัญลักษณ์ เรียกว่า “กองบิน ๒๓” ทุ่งราชสีห์ นั่นเอง